Spacetime Architects draw on the tropical approach of residential design to continue developing the architectural potential of the steel structure. By Xaroj Phrawong. ในสภาพแวดล้อมยุคที่เรือนไทยเดิมยังเป็นเรือนไม้อยู่ท่ามกลางเหล่าต้นไม้ มีอุณหภูมิที่ไม่สูงนักด้วยต้นไม้แสนร่มรื่น เรือนไทยจึงเลือกใช้วัสดุเป็นไม้ที่มีการถ่ายเทอุณหภูมิระหว่างภายนอกและภายในให้มีความใกล้เคียงกันได้ดีในยุคหนึ่ง แต่ในปัจจุบันที่ไม้หายากขึ้น สภาวะแบบเดิมก็หายไป ทำให้เกิดโจทย์ที่เป็นภาระของสถาปนิกในยุคนี้ว่าสถาปัตยกรรมในยุคของเราจะเดินกันไปต่ออย่างไรได้บ้าง
โจทย์ที่ว่านั้นอาจจะมีคำตอบอยู่ในบ้านหลังนี้ ที่เมื่อมาพบครั้งแรกเป็นยกลอยด้วยโครงสร้างเสาคานและผนังเหล็ก ตั้งอยู่ในหมู่บ้านชานเมืองของกรุงเทพมหานคร ที่มีสนามกอล์ฟขนานไปด้านทิศใต้ และล้อมด้วยคลองที่ด้านทิศตะวันตก บรรยากาศที่ดูสงบและร่มรื่นของที่ตั้งจนอดคิดไม่ได้ว่าไม่ได้อยู่ในกรุงเทพของ พ.ศ. นี้ จนเมื่อเข้ามายังบ้านนี้มากขึ้นจึงพบได้ถึงร่องรอยของสถาปัตยกรรมเมืองร้อนที่เล่าเรื่องของตัวมันเองจากวัสดุใหม่ด้วยเหล็กและคอนกรีตที่เราคงไม่คุ้นเคย แต่เมื่อมาพบกับชั้นหนังสือของเจ้าของบ้าน ที่มีหนังสือผลงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิก 2 ทวีปคือ Geoffrey Bawa จากศรีลังกา และ Glenn Murcutt จากออสเตรเลีย จึงชวนให้จินตนาการถึงคำตอบต่อมาได้เป็นอย่างดี

บ้านนี้เป็นของคู่รักจาก 2 ทวีปคือ ดวงกมล โชตะนา จากไทย และ Frank Flatters จากแคนาดา ที่ดูคล้ายกับเรื่องราวของหนังสือ 2 เล่มนั้น ด้วยจากว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่ส่งออกเหล็กเป็นสินค้าหลัก สถาปัตยกรรมของออสเตรเลียจึงมีเหล็กเป็นส่วนประกอบมากกว่าประเทศอื่น เราจึงพบเหล็กเป็นองค์ประกอบในงานสถาปัตยกรรมจากออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นงานของ Glenn Murcutt หรือเหล่าสถาปนิกออสเตรเลียเจ้าอื่นๆ ในขณะที่ฝั่งเอเชียมีสถาปนิกคนสำคัญที่จัดได้ว่าเป็นกูรูในแนว Tropical Modern อย่าง Geoffrey Bawa ที่ใช้การเล่าเรื่องด้วยแสงเงา คอร์ต และความสงัด แต่ในเรื่องราวของบ้านหลังต่อไปนี้ได้ถูกเล่าผ่านออกแบบสถาปัตยกรรมโดย Spacetime Architects ที่เราจะคุ้นตาจากงานบ้านไทยที่ตีความในบริบทปัจจุบันอย่าง บ้าน U3 ซึ่งเป็นบ้านของสถาปนิกผู้ออกแบบเอง
บ้านนี้ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1 ไร่ 1 งาน และมีพื้นที่โดยรวมทั้งหมด 753 ตารางเมตร จุดเริ่มต้นการออกแบบอยู่ที่สถาปนิกได้ใช้วิธีทดลองวาง scheme ในแบบต่างๆ โดยทดลองผ่านแสงเงาที่เข้ามาปรากฏกับ scheme แบบต่างๆในที่ตั้ง ในหลากหลายผลลัพท์ของการทดลองสถาปนิกได้ตัดสินใจวางผังบ้านออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนด้านทิศใต้ที่เป็นบ้านสูง 2 ชั้น ซึ่งเป็นส่วนหลักซึ่งเป็นส่วนของเจ้าของบ้านมีวัสดุหลักเป็นเหล็ก และตัวบ้านส่วนทิศเหนือที่มีวัสดุเป็นคอนกรีตและปูนเปลือยเป็นหลัก ซึ่งมีส่วนบริการของบ้านและที่พักของแม่บ้าน เมื่อมองเข้ามายังที่บ้านนี้จากประตูทางเข้าหน้าบ้านก็จะพบกับคอร์ตหน้าโรงรถที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างแมสของบ้านทั้งสองส่วน กลางคอร์ตเป็นสวนหินเล็กๆมีต้นไม้แทรกกลางที่ส่งผลด้านปรากฏการณ์ต่อห้องภายในด้านหลังของมันเอง มันปล่อยให้แสงเงาพาดผ่านไปตามเวลาต่างๆของวัน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ในบางวันจะต้องถูกรถบังส่วนนี้ไป

จุดที่สถาปนิกให้ความสำคัญคือการสร้างมุมมองที่มีสภาพร่มรื่นเข้ามายังตัวบ้านจากสนามกอล์ฟและคลอง การวางผังบ้านยึดแกนหลักที่แนวตามตะวันออก-ตะวันตก และมุ่งเปิดมุมมองสู่ทิศใต้ ส่วนใช้สอยหลักของบ้านจึงถูกวางขนานไปตามแนวแกนนี้ ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก, ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร, สระว่ายน้ำ ที่ชั้น1 และ ห้องทำงาน, ห้องน้ำ ห้องนอน, ห้องออกกำลังกาย ที่ชั้น2 ห้องเหล่านี้ได้เลือกใช้เป็นผนังกระจกเปิดโล่งอย่างมากที่สุดทางด้านทิศใต้ สเปซของทั้ง 2 ชั้นนี้ถูกเชื่อมไปด้วยสเปซสูงแบบ double volume ที่ห้องรับแขก ซึ่งเชื่อมให้ เสปซของชั้น1เชื่อมเข้ากับโถงบันไดและไหลไปยังห้องทำงานและห้องนอน

จากกระบวนการข้างต้นสเปซด้านทิศใต้นี้จึงมีการเชื่อมสู่ภายนอกเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากคือ แสงอาทิตย์ที่มีความเข้มและความร้อนที่ถูกนำพาเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากทางทิศใต้ สถาปนิกได้ทำการหาข้อสรุปของปัญหาจากโจทย์ข้อนี้ ด้วยการหาวิธีสร้างแผงบังแดดวิธีต่างๆ แต่เมื่อทำการทดลองด้วยการยื่นให้ยาวพอที่จะคลุมแสงแดดได้ทั้งหมดนั้ยื่นยาวเกินที่จะสร้างผลลัพท์ที่ดีกับสเปซของบ้าน สถาปนิกจึงเลือกที่จะทำระเบียงและชายคาเพื่อบังแดดด้านทิศใต้ที่ไม่ยื่นมากนัก และใช้ต้นไม้มาบังแดดทางทิศใต้มาเสริมอีกแรง ซึ่งจะช่วยให้แสงที่เข้ามาสร้างความรำไรให้กับตัวบ้าน แต่เป็นที่น่าเสียดายในเรื่องของต้นไม้ทางทิศใต้ซึ่งยังไม่โตพร้อมผลิใบเต็มที่อย่างใจสถาปนิกต้องการ ให้เป็นตัวช่วยกรองแสงและบดบังความร้อนจากแสงอาทิตย์ในด้านใต้ที่แทยงมุมลึกผสมกับความความร้อน บรรยากาศตรงส่วนนี้จึงดูไม่ร่มรื่นตามที่หวังผลไว้ คงต้องรอดูอีกสักพักด้วยเวลาถึงผลลัพท์ในข้อนี้ ในบทสนทนาหนึ่งกับ กรรณิการ์ รัตนปรีดากุล สถาปนิกของบ้านนี้ได้เล่าถึงเรื่องสถาปัตยกรรมไทยหรือไม่ไทยกับแนวคิดในการออกแบบบ้านว่า
“ เวลาคิดออกแบบบ้าน เรื่องรูปแบบของสถาปัตยกรรมบ้านไทยจะเป็นเรื่องรองกว่าเรื่อง tropical architecture แต่บางครั้งตอนจบก็สามารถออกมามีความเป็นทั้งสถาปัตยกรรมบ้านไทยและ tropical architecture ผสมกันไป เพราะอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมบ้านไทยส่วนหนึ่งก็ถูกกำหนดมาจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศซึ่งก็คือปัจจัยหลักของ tropical architecture นั่นเอง อย่างเช่นตอนทำบ้าน U3 ทั้งผังบ้านและรูปแบบหลังคาก็จบออกมาอย่างมี “ความเหมือน” ที่ชัดเจนกับสถาปัตยกรรมบ้านไทย เพียงแต่สัดส่วน วัสดุ และภาษาจะดูร่วมสมัยกว่า เพราะหลังจากลองทำแปลนและหลังคาหลายรูปแบบให้ตอบโจทย์ทั้งหมดให้ได้ลงตัว แบบสุดท้ายก็ดูจะตอบโจทย์ดีที่สุด เพราะฉะนั้นก็มีเหตุอันสมควรที่จะเป็นแบบนั้น แต่บ้าน DKFF หลังนี้ จะจบออกมามีผังและรูปแบบที่ไม่เหมือนบ้านไทยอย่างชัดเจนมากนัก เพราะโจทย์มีความต่างกันอยู่ในตัว แต่เพราะยังคงมีความเป็น tropical architecture อยู่มาก ดังนั้นก็ย่อมมีส่วนที่เป็น “ตัวหารร่วม” (common denominator) กับสถาปัตยกรรมบ้านไทยอยู่ ซึ่งก็ย่อมทำให้มี “กลิ่นอาย” ของสถาปัตยกรรมไทยอยู่ในงานนี้ด้วยในระดับหนึ่ง”
อะไรยังไงก็ตาม เสียงนกร้อง ใบไม้ที่หล่นบนสนามหญ้า แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ทอดยาวบนสนามหญ้า ดูจะชวนค้นหาจุดสมบูรณ์ของบ้านนี้เมื่อต้นไม้โตเต็มที่กันอีกครั้ง
art4d issue # 168 Mar-10